วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การตัดไม้ทำลายป่าในประเทศมาเลเซีย เพิ่มมากถึงสามเท่าของทวีปเอเชียทั้งทวีป

ารตัดไม้ทำลายป่าในประเทศมาเลเซีย เพิ่มมากถึงสามเท่าของทวีปเอเชียทั้งทวี

ภาพถ่ายทางอากาศชี้ให้เห็นถึงการการตัดไม้ทำลายป่าของประเทศมาเลเซีย ซึ่งการทำลายป่ามีมากถึงสามเท่าของทั้งทวีปเอเชียรวมกัน 

จากรายงาน ของคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ ซึ่งสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่ามีการทำลายป่าดิบชื้นเพิ่มขึ้นมากถึง 2 % บนแคว้นซาลาวัค ซึ่งเป็นแคว้นที่ใหญ่ที่สุดของเกาะบอร์เนียว ป่าไม้บนเกาะแห่งนี้ถูกทำลายลงประมาณ 10 % ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการตัดไม้ทำลายป่าส่วนใหญ่เพื่อใช้พื้นที่เหล่านั้นปลูกปาล์มน้ำมัน 

รายงาน ฉบับนี้ยังกล่าวอีกว่า การตัดไม้ทำลายป่าทั้งทวีปเอเชียในระยะเวลาเดียวกันมีประมาณ 2.8 % ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมามีการตัดไม้ทำลายป่าพรุในประเทศมาเลเซียสูงถึง 353,00 หรือประมาณ (872,263 เอเกอร์ หรือประมาณ 220,625 ไร่ ) หรือประมาณ 1 ใน 3 ของหนองน้ำที่มีการเก็บกักคาร์บอนที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของต้นไม้กว่าล้านๆ ปี

นายอเล็ก คาร์ต (Alex Kaat ) โฆษกของคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ กล่าว ว่า "เราไม่เคยรู้แน่ชัดมาก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นในบอร์เนียวและประเทศมาเลเซีย แต่ตอนนี้เราเห็นการเพิ่มขึ้นของการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งแต่ละปีเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวมากเกินกว่าที่เราจะคิดฝันและจินตนาการ" โดยการเฝ้าระวังติดตามและศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดทำแผนที่โดยนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Wageningen ประเทศเนเธอร์แลนด์

จาก การศึกษารายงานกล่าวว่า การตัดไม้ทำลายป่าในซาราวัคมีมากถึง 3.5เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับการตัดไม้ทำลายป่าทั่วทั้งทวีปเอเชียทั้งทวีปรวม กัน ในขณะที่การทำลายป่าพรุมีมากถึง 11.7 เ่ืท่าป่าพรุในประเทศมาเลเซียเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธ์ ซึ่งรวมถึงบอร์เนียวช้างป่าและแรดสุมาตร หรือกระซู่ รวมถึงไม้สักหายากบางชนิด และพันธุ์ไม้หายากอื่นๆ อีกมากมาย การศึกษายังรายงานต่ออีกว่า การตัดไม้ทำลายป่าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าการรับรู้ของรัฐบาลมาเลเซีย

นัก วิทยาศาสตร์กล่าวว่า การทำลายที่เกิดขึ้นในแถบลุ่มน้ำอะเมซอน การทำลายป่าดิบชึ้นในตอนกลางของอัฟริกาและทางทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าชเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโดยน้ำมือมนุษย์ ซึ่งทั้งหมดมากกว่า 15 % เป็นต้นเหตุแห่งภาวะโลกร้อนที่โลกกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้

ใน ขณะที่ต้นไม้ทำหน้าที่การดูดซับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศ แต่ในขณะที่การเผาป่าเป็นการปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศและทำให้การดูด ซับของคาร์บอนของต้นไม้ก็ลดน้อยลง เพราะต้นไม้มีจำนวนน้อยลงซึ่งเหตุการณ์ทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นในเวลาเดียว กัน แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากคาร์บอนไม่หยุดแค่นั้นจะขยายวงกว้างมากขึ้น เมื่อต้นไม้ถูกทำลายโี่ค่นล้มในพื้นที่ป่าพรุและหนองบึงจนทำให้เหือดแห้ง เพื่อนำเป็นพื้นที่ทางการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ

ประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ประมาณ  85 % ของ น้ำมันปาล์มทั้งหมด ซึ่งน้ำมันปาล์มเป็นส่วนผสมสำคัญของการผลิต น้ำมันที่ใช้ในการหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน เครื่องสำอาง สบู่ ขนมปัง และช๊อคโกแลต ซึ่งน้ำมันปาล์มยังใช้ในการหล่อลื่นระบบเศรษฐกิจในการทำน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งเป็นทางออกเพื่อการลดการใช้น้ำมัน แต่ตอนนี้กระแสความนิยมเริ่มลดลง เพราะมีการรายงานเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน

ประเทศ อินโดนีเซียได้เริ่มต้นที่จะลดการตัดไม้ทำลายป่าในประเทศ และในปีที่ผ่านมาประเทศนอร์เวย์ได้มอบเงินจำนวน 100ล้านดอล์ล่าห์ต่อปี เพื่อช่วยเหลือในเรื่องของการเฝ้าระวังและติดตามการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ ชั้นบรรยากาศ


ที่มา http://www.ngosthailand.com/index.php?option=com_content&view=article&id=139:2011-02-13-02-52-25&catid=35:2011-01-31-12-43-10&Itemid=2

1 ความคิดเห็น:

  1. ข้อมูลไม่มีการเคลื่อนไหวเลย
    แย่นะ แย่นะ
    แล้งงานที่ให้ลงมือทำอยู่ไหน

    ตอบนำออก