วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กรมทรัพยากรทางทะเลฯ เร่งอนุรักษ์เต่าทะเล หลังจำนวนลดลงถึงขั้นวิกฤติ

7 ธันวาคม 2553, 14:00 น.
ผ่านทางกรมทรัพยากรทางทะเลฯ เร่งอนุรักษ์เต่าทะเล หลังจำนวนลดลงถึงขั้นวิกฤติ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.
Pic_132392

ร่วมอนุรักษ์เต่าทะเล ในโครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หลังจำนวนเต่าทะเลอยู่ในช่วงวิกฤติ…
สืบเนื่องจากเต่าทะเล เป็นทรัพยากรสำคัญ ที่จัดเป็นสัตว์ทะเลหายากของท้องทะเล ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีการใช้ประโยชน์อย่างมาก นำมาสู่สถานการณ์วิกฤติของของเต่าทะเล ที่มีจำนวนลดลงจนเกือบสูญพันธุ์ในปัจจุบัน ด้วยการถูกคุกคามด้วยการล่าจับเพื่อเอาเนื้อและไข่เต่ามาบริโภค นำกระดองมาแปรรูปเป็นเครื่องประดับ เต่าทะเลจำนวนมากต้องตายหรือบาดเจ็บสาหัสจากการติดเครื่องมือประมง อีกทั้งเต่าทะเลยังเป็นสัตว์ที่เจริญเติบโตได้ช้า และมีโอกาสรอดตายหลังจากฟักออกจากไข่และปล่อยสู่ทะเลน้อยมาก ทำให้เต่าทะเลที่เป็นพ่อแม่พันธุ์ลดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมยังส่งผลให้ประชากรเต่าทะเลมีความอ่อนแอลง ถึงแม้ว่าจะได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 โดยห้ามมิให้ล่าหรือครอบครองเต่าทะเล หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเต่าทะเล แต่จำนวนเต่าทะเล ก็ยังมีแนวโน้มการลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะสภาพแวดล้อมและแหล่งที่อยู่อาศัยของเต่าทะเลยังไม่ได้รับการคุ้มครอง ดังนั้นการอยู่รอดของประชากรเต่าทะเลจึงต้องอาศัยความร่วมมือในการอนุรักษ์ จากระดับท้องถิ่นในพื้นที่เล็กๆ ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
 
 
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีน้ำพระราชหฤทัยห่วงใยที่เต่าทะเลมีจำนวนลดลงอย่างมาก ทรงตระหนักว่าทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของไทยนับวันมีแต่จะลดน้อยลง จึงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์เต่าทะเล โดยได้พระราชทานเกาะมันใน จังหวัดระยอง ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้นถวายให้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ จัดเป็นศูนย์กลางอนุรักษ์และเพาะขยายพันธุ์เต่าทะเล พระราชทานชื่อว่า โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2522 ต่อมาเมื่อสิ้นสุดโครงการฯ ในปี พ.ศ.2528 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถานีอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล สังกัดกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน
 
 
โครงการดังกล่าวได้เปลี่ยนมาอยู่ในการดูแลของศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเป็นหน่วยงานหลักที่ทำการวิจัยศึกษาและขยายพันธุ์เต่าทะเลเพื่อปล่อยคืน แหล่งธรรมชาติ ตั้งอยู่ที่ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ห่างจากชายฝั่งอ่าวมะขามประมาณ 6 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 137 ไร่ มีสภาพภูมิประเทศเป็นชายฝั่งยาว 1,200 เมตร กว้าง 550 เมตร ประกอบด้วย หาดทรายและ โขดหินน้อยใหญ่จำนวนมาก เป็นแหล่งที่เต่าทะเลชอบขึ้นมาวางไข่ ทั้งเต่ากระและเต่าตนุ
 
เป็นที่ทราบกันดีว่าเต่าทะเลที่มีพบอยู่ในท้องทะเลทั่วโลกมีอยู่ 7 ชนิด แต่ในท้องทะเลไทยพบอยู่ถึง 5 ชนิด คือ เต่าตนุ, เต่าหญ้า, เต่าหัวค้อน, เต่ามะเฟือง และเต่ากระ เป็นต้น และศูนย์วิจัยแห่งนี้จะเพาะขยายพันธุ์เต่ากระเป็นหลัก ซึ่งในธรรมชาติเมื่อแม่เต่ามีความพร้อมและมีความสมบูรณ์ ในช่วงฤดูวางไข่แม่เต่าจะมีจำนวนไข่ในท้องนับพันฟอง โดยจะทยอยออกไข่ครั้งละประมาณ 100-200 ฟอง จากนั้นอีก 2 สัปดาห์ก็จะวางไข่อีกในบริเวณเดิม โดยจะวางไข่ในแต่ละปีประมาณ 4-5 ครั้ง จากการศึกษาและวิจัยพบว่าเต่าในแต่ละตัวที่วางไข่ไปแล้วจะเว้นการวางไข่ออก ไปอีก 2-3 ปี เพื่อกลับไปสะสมอาหาร และหลังจากที่แม่เต่าวางไข่หมดแล้วจะออกไปหากินไกลมาก เช่นท้องทะเลของประเทศมาเลเซีย, สิงค์โปร์, บรูไน, ฟิลิปปินส์ ฯลฯ และจะกลับมาวางไข่ในไทยอีกเมื่อถึงเวลา
 
ทั้งนี้โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ที่เกาะมันในประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ปัจจุบันสามารถเพาะพันธุ์เต่าทะเลได้เอง โดยวิธีการนำไข่เต่าจากธรรมชาติมาฟักแล้วไปเพาะเลี้ยงในบ่ออนุบาล เมื่อเติบโตพอจะดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง ก็จะปล่อยกลับลงสู่ทะเล เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตตามธรรมชาติต่อไป นอกจากนี้ทางศูนย์วิจัยฯ ยังมีการทำงานเชื่อมโยงกับกับเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งชาวประมง องค์กรเอกชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐอื่นๆ ซึ่งจะคอยแจ้งข่าว แจ้งเบาะแส เฝ้าระวังอันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดขึ้นกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายากอย่างเต่าทะเล ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้จะช่วยได้มาก โดยทางศูนย์วิจัยฯ มีหน่วยช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากที่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตครบครับ รวมทั้งสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับที่สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน สามารถกู้ชีวิตสัตว์ทะเลให้อยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้
 
นอกจากนี้ยังมีมาตรการสำคัญๆ คือ อนุสัญญาไซเตส ห้ามสมาชิกนำเข้าและส่งออกเต่า, กระ, ซากเต่าหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเต่า และเพื่อการค้า ซึ่งนับว่าเป็นความร่วมมือกันอนุรักษ์เต่าทะเลในระดับประเทศ และการรณรงค์ให้ใช้เครื่องมือแยกเต่าออกจากอวนลาก Turtle Excluder Device (TEDs) แล้ว ที่ผ่านมา กรมฯ ได้เสนอแผนแม่บทเต่าทะเลแห่งชาติ ซึ่งกรมฯ ร่วมกันร่างแผนดังกล่าวร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมประมง หน่วยงานเอกชน และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมหารือเพื่อหาข้อสรุป และก่อนหน้านี้ ยังได้เสนอให้มีการปิดแหล่งวางไข่เต่าทะเลทั่วประเทศ ได้รับความร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ทางกรมฯ ยังติดต่อประสานการทำงานร่วมกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อมูลด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ประเทศไทยบริจาคเงินสมทบกองทุน เพื่อการอนุรักษ์และจัดการเต่าทะเลและแหล่งที่อยู่อาศัย ในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเงินขั้นต่ำปีละ 3,687 ดอลลาร์สหรัฐ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีแผนการจัดการและอนุรักษ์เต่าทะเลทั้งในระดับชาติ และภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดปัญหาการกีดกันทางการค้าจากกรณีการบังคับใช้ Turtle Excluder Device (TEDs) (เครื่องมือแยกเต่าทะเลออกจากอวนลาก) อีกทั้งเป็นการรักษาชื่อเสียงและบทบาทของประเทศไทยในด้านการอนุรักษ์เต่า ทะเลระดับโลก และโดยที่เต่าทะเลเป็นสัตว์ทะเลที่มีการเคลื่อนย้ายถิ่นไกล จึงต้องมีความร่วมมือในภูมิภาคในการดำเนินการเพื่ออนุรักษ์และจัดการเต่า ทะเลและแหล่งที่อยู่อาศัยได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน.
ที่มา
http://soclaimon.wordpress.com/2011/01/15/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AF-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%88/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น